• หน้านี้เป็นหน้าประวัติของครูเป็ด ให้อ่านกันแบบสนุก ๆ ครับ
  • ถ้าใครอยากคุยกับครูเป็ดสามารถส่ง email มาได้ที่ moncheep@gmail.com นะครับ
 
เล่าเรื่องตัวเอง.....โดยครูเป็ด มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร
เนื้อเรื่อง : ครูเป็ด มนต์ชีพ
ภาพประกอบ : cooncool.com
เกิดที่กรุงเทพฯครับ ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ตอนเกิดตัวโตมาก หนักเกือบ 4 กิโล แต่คุณแม่ตัวค่อนข้างเล็ก ครูเลยต้องโผล่ออกมาทางหน้าท้อง
เรียนตั้งแต่อนุบาลที่โรงเรียนแถวบ้าน คือฝั่งธนฯ ชื่อโรงเรียนบูรณวิทย์ เป็นโรงเรียนที่ดีมากๆครับ ค่อนข้างเข้มงวด และครูทุกคนก็เอาใจใส่ดีจัง โดยเฉพาะจุดเด่นคือภาษาอังกฤษเขาจะสอนเยอะมากเพราะเป็นโรงเรียนคริสฯ
ครูเป็นคนที่อยากโตเร็ว ไม่รู้เป็นอะไร ปรกติเวลาไปโรงเรียนจะเป็นคุณยายเดินไปส่ง
เพราะบ้านอยู่ใกล้ๆ ประมาณ1 กิโลฯ (เขาเรียกว่าใกล้หรือเปล่า) พอขึ้น ป.3 เริ่มไม่อยากให้ใครไปส่ง อยากเดินไปเอง ก็งอแงกับคุณยายอยู่จนท่านยอม แล้วก็ปล่อยให้ครูเดินไปเอง แต่คุณยายก็แอบเดินตามไปห่างๆเพราะซอยที่เดินมันแคบกลัวรถจะบี้ซะ ครูเองก็ระแวงอยู่(เด็กบ้า)คอยหันกลับไปมองว่าจะมีใครตามมาส่ง พอครูหันกลับไปคุณยายก็จะหาที่แอบตามเสาไฟฟ้าบ้าง บางทีก็หลบเข้าไปในร้านค้าข้างทางบ้าง ทำตัวยังกะสายลับ มานึกตอนนี้แล้วฮามาก
เรียนอยู่ที่บูรณวิทย์ถึงป.4 ก็มาสอบเข้าสาธิต ปทุมวัน ตอนรู้ว่าสอบเข้าได้คุณพ่อกับคุณแม่เฮกันลั่นบ้าน ตอนนั้นครูก็งงๆอยู่ว่าทำไมดีใจกันขนาดนั้น แต่พอได้มาเรียนถึงได้รู้ว่าที่ดีใจเพราะได้มาเข้าโรงเรียนที่ดีมากๆอีกโรงเรียนหนึ่ง ที่สำคั?คือค่าเล่าเรียนไม่แพงเลย(ตรงนี้ที่น่าดีใจที่สุด)
ย้อนกลับไปนิดนึง ตอนเรียนอยู่ป.4 ครูอายุ 9 ขวบ เป็นตอนที่เริ่มเรียนกีต้าร์ครั้งแรกโดยคุณตาของครูเป็นคนสอน
คุณตาท่านชื่อ วิมล จงวิไล ขอโฆษณาคุณตาซะหน่อย คือท่านเป็นนักดนตรีและแต่งเพลงด้วย เพลงที่คุณตาแต่งหลายคนคงรู้จัก เช่นเพลง “หนึ่งมิตรชิดใกล้” กีต้าร์ตัวแรกของครูราคา 350 บาท ยังเป็นกีต้าร์ขนาดเด็กๆเพราะตอนนั้นครูตัวเล็ก ตอนเริ่มเรียนกีต้าร์จำได้ว่าเจ็บนิ้วมาก แต่ด้วยความที่เป็นคนซน ความซนชนะความเจ็บ ก็เลยค่อยๆเล่นเป็น
ข้ามฝั่งมาที่สาธิต ปทุมวัน เริ่มเรียนตั้งแต่ ป.5 ก็พอเล่นกีต้าร์เป็นแล้ว พอมีเวลาพักกลางวันที่โรงเรียน ครูก็จะได้เล่นกีต้าร์หน้าห้องบ้างบางวัน แล้วก็เริ่มตั้งวงดนตรีกับเพื่อน ตอนขึ้นม.1แล้วก็เล่นดนตรีมาเรื่อย

จบม.5 เพื่อนเขาสอบเทียบกันครูก็เอามั่ง สอบเทียบได้แล้วก็เอ็นทรานซ์ติดที่สถาปัตย์ฯ ลาดกระบัง ก็ตกลงใจไปเรียน เรียนไปก็เล่นดนตรีไปด้วย แต่ไม่ได้เล่นแบบทำมาหากินนะครับ ส่วนใหญ่เล่นจะเสียตังค์เพราะต้องไปเช่าห้องซ้อม เรียนๆเล่นๆจนค้นพบว่า
ที่จริงไม่ได้ชอบด้าน' ถาปัดเลย ที่สอบเข้ามาก็มาแบบไม่รู้จัก ก็เลยตัดสินใจเอ็นฯใหม่เมื่อเรียนจบปี 2

สอบเข้าได้ที่คณะเภสัชฯ มหิดล ดูไม่เข้ากันเลยใช่ไหม ภาษาหนังสือกำลังภายในเขาเรียกว่า เปลี่ยนแปลงแบบ “พลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน” พลิกมาแล้วก็ต้องเรียนให้จบ ถ้าถามว่าครูเรียนเก่งไหม ก็กลางๆครับพอเรียนได้แต่ไม่เก่งนัก เพราะเรียนๆโดดๆ โดดเรียนมาก็มาเล่นดนตรีหรือเล่นเลี๊ยบตุ่ย (อยากรู้ว่าเลี๊ยบตุ่ยคืออะไรไปหาเอาเอง) แต่โชคดีอย่างที่สนิทกับอาจารย์บางท่านในคณะ ท่านก็รู้ว่าเราเข้าเรียนบ้างไม่เข้าบ้างแต่ไม่ได้เหลวไหล
ตอนเรียนอยู่ปี 4 มีเพื่อนเก่าจากสาธิต ปทุมวัน โทรมาบอกว่าที่แกรมมี่เขา เปิดรับนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ให้ลองไปสมัครดู ครูก็ไป ตอนนั้นแกรมมี่ยังเป็นแกรมมี่เอ็นเทอเทนเม้นต์อยู่ อยู่ที่สุขุมวิท 39 ไปฝึกกับพี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค อยู่ได้ประมาณ5-6 เดือน
เขาก็รับเข้าทำงานในตำแหน่งนักแต่งเนื้อเพลง
ตอนนั้นก็เลยเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยอยู่ปี 5 (เภสัชเรียน 5 ปีครับ) ก็ฝึกงานเป็นส่วนให?่ การฝึกงานของครูก็ไปฝึกที่โรงพยาบาลบ้าง ร้านขายยาบ้างและก็ไปฝึกที่แกรมมี่ฯด้วย จนกระทั่งเรียนจบ(ซะที)จบแล้วก็ทำงาน ที่แกรมมี่ฯเลย อ้อ..ตอนจบใหม่ๆก็เปิดร้านขายยาเล็กๆ อยู่ใกล้ๆบ้าน เพราะก็อยากทำวิชาชีพที่เรียนมา ทำงานทั้งร้านขายยาและแต่งเพลงด้วย ซักพักนึงชักไม่ค่อยไหว เพราะงานแต่งเพลงก็ต้องไปห้องอัดด้วย เสร็จก็ดึกๆดื่นๆ แล้วต้องตื่นเช้ามาเปิดร้านขายยาอีก ตอนง่วงนอนนี่มันนึกอะไรไม่ค่อยออกครับ ใครเจ็บป่วยอะไรมาก็ “พาราเซ็ตตามอล” อย่างเดียว รู้สึกว่าเราเป็นเภสัชที่ดีไม่ได้ก็อย่าเป็นมันเลย ก็ปิดร้านขายยาซะแล้วมาเอาดีทาง แต่งเพลงอย่างเดียว

 
ช่วงที่ตัดสินใจอย่างนั้นดูคุณพ่อคุณแม่ของครูจะกลุ้มอยู่ไม่น้อย คงคิดว่ามันจะไปทำมาหากินอะไรได้ เพราะตอนนั้นอาชีพด้านบันเทิงก็เพิ่งเริ่ม คนรุ่นคุณพ่อคุณแม่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันจะเป็นธุรกิจที่ใหญ่โตขนาดไหน
แต่ครูมันใจแตกแล้วล่ะก็ต้องไปวัดดวงกันทางอาชีพนี้ ก็เลยทำงานด้านเพลงอย่างเดียว
 
ค่อยๆเริ่มจากการแต่งเนื้อเพลงอย่างเดียว แล้วก็มาแต่งทำนอง มาทำดนตรี เรียนรู้เรื่องเครื่อง ลงทุนไปซื้อเครื่องมือมาเลยครับทั้งๆที่ยังใช้ไม่เป็น แต่เป็นการบังคับตัวเองว่าจ่ายเงินซื้อเครื่องมาแล้ว ต้องทำให้เป็น ก็เลยได้ทำงานผลิตเพลงในหลายด้าน เนื้อร้องทำนอง หรือการทำดนตรี
 
เพลงรุ่นแรกๆที่ครูแต่ง ก็มีเช่นเพลง “สงสารกันหน่อย” ของพี่มิ้น มาลีวัลย์ เพลง “ฉันเลยโอเค” ของเพ็?พักตร์ แล้วก็เริ่มมาแต่งเพลงละคร อย่างเพลง “อยากให้เธออยู่ตรงนี้” เป็นเพลงแรกเลยนะครับที่ โบ สุนิตาร้อง ก่อนออกอัลบั้มซะอีก แล้วก็แต่งมาอีกหลายเพลง ทำงานแต่งเพลงอยู่ประมาณ 7 ปี แต่งเพลงไปประมาณ 200 เพลงได้
ปี 40 ก็มี “พลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน” เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คือตอนนั้นครูแต่งเพลงไว้เยอะ
และก็มีหลายเพลงที่ยังไม่ได้ให้นักร้องคนไหนร้อง บางเพลงแต่งเองแล้วชอบมากก็ลองร้องไว้เอง วันดีคืนดีนึกครึ้มๆก็เอาไปให้พี่ๆที่แกรมมี่ฟัง แต่เขาคงไม่ครึ้มด้วยก็เลยไม่ได้สนใจ ครูก็ยังครึ้มต่อ เอาไปให้พี่ที่รู้จักที่เทโร ตอนนั้นยังเป็นเทโรเรคคอร์ดส์อยู่ เขาฟังแล้วก็ถามคำแรกว่าเสร็จเมื่อไหร่ ครูก็ตั้งตัวไม่ค่อยทันก็บอกเขาไปว่าประมาณอีกเดือนกว่าๆครับ

ผลจากการคุยวันนั้นทำให้มีเพลง “คำตอบ” เกิดขึ้นมาในตลาด และจาก “มนต์ชีพ” ก็กลายเป็น “นายสะอาด” ไปซะ จริงๆแล้วชื่อนายสะอาด ครูตั้งเป็นชื่ออัลบั้มมากกว่า แต่คงจะเป็นเพราะมันจำง่ายกว่า ใครๆก็เลยเรียกว่านายสะอาด
วุ่นวายอยู่กับการเป็นศิลปินครั้งแรกแบบ ไม่ค่อยได้ตั้งตัวอยู่ปีกว่าๆ ได้อะไรกลับมาเยอะครับ เป็นประสบการณ์ที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ และก็เป็นฐานความรู้ให้ครูได้ทำอาชีพในทุกวันนี้
เล่าข้ามๆมาเลยแล้วกัน คือหลังจากนั้นก็ได้ออกมาอีก 2 อัลบั้ม คือ “น้ำแข็ง” ก็มีเพลงโปรโมทคือเพลง “น้ำแข็ง” อัลบั้มต่อมา ออกกับแกรมมี่ คืออัลบั้ม “แฟ๊บ” มีเพลงที่น่าจะรู้จักกันคือเพลง “ไม่ต้องทอน” และ “เจ้าชายรองเท้าแตะ”

หายมันกับการเป็นศิลปินแล้ว ทางแกรมมี่ก็ชวนให้มาทำหน้าที่คัดสรรศิลปินให้เขา ทำอยู่ประมาณ 3 ปี ก็เลยโชคดีที่ได้ประสบการณ์เรื่องการมองศิลปินมาพอสมควร

แล้วก็ได้มาเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่โรงเรียนดนตรีมีฟ้า ทำอยู่ประมาณ 3-4 ปีก็ออกมาตอนปลายปี 48
ต้นปี 49 ก็เลยได้มาเปิดโรงเรียนสอนร้องเพลง “มนต์ชีพ สตูดิโอ” สาขาแรกที่ทาวน์อินทาวน์ เป็นโรงเรียนเล็กๆ แต่อบอุ่นครับ(ลูกศิษย์เขาว่ายังงั้น) ครูตั้งใจทำเต็มที่ เอาความรู้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีอยู่มาทุ่มให้โรงเรียนนี้ เช่นการเอาเทคโนโลยีการอัดเสียงบางอย่างในห้องอัดมาใช้ในห้องเรียนด้วย นักเรียนทุกคนที่มาเรียนที่โรงเรียนนี้ จะได้ซีดีที่มีชื่อของตัวเองไว้ด้วยชั่วโมงละแผ่น
ไว้บันทึกสิ่งที่เรียนไป จะได้เอาไปฝึกต่อที่บ้านได้
10 ตุลาคม 49 ก็ได้ฤกษ์เปิดสาขา 2 ที่ชั้น 3 ซีคอนแสควร์ ก็หวังว่าจะไปได้นะครับ อนาคตต่อไปก็คงจะเป็นครูเป็นเจ้าของโรงเรียนอย่างนี้แหละ อ้อแต่ยังรักการร้องเพลงอยู่ ก็เลยแว๊บๆมาออกอัลบั้มมั่ง ตอนนี้ก็มาร้องเพลงร่วมกับลูกศิษย์ในชุด Moncheep Studio Student1 จะวางแผงปลายเดือนพย.นี้ อย่าลืมซื้อมาฟังนะครับ

ขอบคุณ ที่อ่านจนจบ
ครูเป็ด มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร